ผลงานวิจัยปี 2560

การปรับตัวของการประกอบธุรกิจโรงแรมบริเวณชายฝั่งตะวันออก จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยการบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์

Disaster
ผู้แต่ง/ผู้ร่วมงาน

ดร.รุ่งอาทิตย์ บูชาอินทร์

คำสำคัญ

ธุรกิจโรงแรม, ภัยพิบัติทางธรรมชาติ, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก

วันที่เผยแพร่

กรกฎาคม 2561

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแผนที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้แก่ แผนที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง แผนที่เสี่ยงต่อฝนตกหนักในฤดูมรสุม และแผนที่เสี่ยงเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย และ 2) เพื่อประเมินรูปแบบการปรับตัวทางการตลาดของธุรกิจโรงแรมในแถบชายฝั่งตะวันออก ภายใต้สภาวะการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยโดยประยุกต์เทคนิคด้านภูมิสารสนเทศ และแบบจำลองคณิตศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยทั้ง 3 ประเภทและเก็บข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งโรงแรมบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก การวิจัยเชิงปริมาณได้ทำการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติระดับสูงสุด ของทั้ง 3 ประเภท จำนวน 109 โรงแรม เพื่อเก็บข้อมูลด้านลักษณะทั่วไปของโรงแรม ผลกระทบจากภัยพิบัติ และการปรับตัวทางการตลาด (7P) และการวิจัยเชิงคุณภาพได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารโรงแรม จำนวน 18 คน ในด้านลักษณะของผลกระทบจากภัยพิบัติ และรูปแบบการปรับตัวทางการตลาด (7P) ของธุรกิจโรงแรมภายใต้สภาวะการเกิดภัยพิบัติ
ผลการวิจัยพบว่า จังหวังหวัดชลบุรี มีความยาวการกัดเซาะ 62 กิโลเมตร จังหวัดระยองมีความยาวการกัดเซาะ 48 กิโลเมตร จังหวัดจันทบุรีมีความยาวการกัดเซาะ 42 กิโลเมตร และจังหวัดตราด มีความยาวการกัดเซาะ 65 กิโลเมตร พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักในฤดูมรสุมระดับต่ำมีพื้นที่ทั้งหมด 3,116.06 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 66.30 พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักในฤดูมรสุมระดับปานกลางมีพื้นที่ทั้งหมด 508.08 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 10.81 และพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักในฤดูมรสุมระดับสูงมีพื้นที่ทั้งหมด 1076.01 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 22.89 พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยระดับต่ำ มีพื้นที่ทั้งหมด 504.34 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 10.73 พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยระดับปานกลาง มีพื้นที่ทั้งหมด 3,203.20 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 68.15 และพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยระดับสูง มีพื้นที่ทั้งหมด 992.61 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 21.12
การปรับตัวทางการตลาด (7P) ของธุรกิจโรงแรมแถบชายฝั่งตะวันออก ภายใต้สภาวะการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ พบว่า โรงแรมกลุ่มตัวอย่างมีการใช้กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์มากที่สุด (𝑥̅ = 3.92) รองลงมาเป็นด้านลักษณะทางกายภาพ (𝑥̅ = 3.45) อันดับ 3 เป็นด้านสถานที่ (𝑥̅ = 3.20) อันดับ 4 เป็นด้านกระบวนการ (𝑥̅ = 3.17) อันดับ 5 เป็นด้านราคา (𝑥̅ = 2.89) อันดับ 6 เป็นด้านบุคคล (𝑥̅ = 2.65) และอันดับสุดท้าย เป็นด้านการส่งเสริมการตลาด (𝑥̅ = 2.54)
โดยจากผลการวิจัยผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมสามารถนำกลยุทธ์ไปใช้เป็นแนวทางในการปรับตัวทางการตลาดของธุรกิจโรงแรมภายใต้ผลกระทบจากความเสี่ยงการเกิดภัยพิบัติได้

เกี่ยวกับงานวิจัย